กระแสการต้านทานการย้ายฐานทัพสหรัฐในประเทศญี่ปุ่น

เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองได้สิ้นสุดลง ท่ามกลางความแพ้พ่ายของฝ่ายอักษะ

นอกจากกองกำลังปกป้องตนเองเพียงแค่เล็กน้อยแต่เพียงแค่นั้น แล้วก็ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาประเทศญี่ปุ่นนอกเหนือจากที่จะพึ่งความยั่งยืนและมั่นคงจากกองกำลังปกป้องตนเองแล้ว ยังคงจะต้องพึ่งการคุ้มครองป้องกันของกองกองทัพสหรัฐฯอีกด้วยทางกองทัพของอเมริกาที่พากันมาตั้งฐานเพิ่มเติมอีกสาขาอยู่ในประเทศญี่ปุ่น เดี๋ยวนี้ไม่ได้มีแต่เพียงจุดหมายวัตถุประสงค์ที่จะคุ้มครองป้องกันประเทศญี่ปุ่นแต่เพียงแค่นั้น แม้กระนั้นยังซ่อนเร้นด้วยเป้าประสงค์ของการแผ่กระจายอิทธิพลในเขตภูมิภาคทวีปเอเชียอีกด้วย 

เพื่อไม่ให้มีการแผ่อำนาจได้โดยสะดวกในเขตภูมิภาคนี้ แต่ถ้าว่า การมีฐานทัพสหรัฐมาตั้งอยู่ภายในประเทศญี่ปุ่นก็ย่อมที่จะมีนิดหน่อยที่ไม่ค่อยถูกใจนัก และก็หลีกเลี่ยงได้ยากที่จะควรมีผลพวงเริ่มมีปัญหากระทบกระทั่งกันบ้างห่างๆอยู่เรื่อยๆมาแต่ว่าก่อนหน้าที่ผ่านมาล้วนมักคือปัญหาที่ควบคุมได้แล้วก็จบลงอย่างไม่มีเหตุแย่ลงกว่าเดิม

แต่ว่าเมื่อหน้าที่โลกของเราเปลี่ยนไป อเมริกาได้สั่งสมคู่มีความขัดแย้ง


โดยเฉพาะอย่างยิ่งฐานทัพที่ตั้งอยู่ในจังหวัดโอกินาวา ซึ่งเป็นจังหวัดเล็กที่มีรูปร่างของพื้นที่ในอัตราเพียงแค่ น้อยกว่า1%ของพื้นที่รวมทั้งสิ้นในประเทศญี่ปุ่น แต่ว่าเมื่อเร็วๆนี้ราษฎรนิดหน่อยในจังหวัดโอกินาวาได้เรียกร้องให้ย้ายฐานทัพออกไป แล้วก็ยังได้เห็นดีส่งเสริมด้วยจากรัฐบาลของญี่ปุ่นเพื่อมีการย้ายฐานทัพ ออกมาจากเมืองที่มีผู้คนหนาแน่นย้ายไปยังเกาะที่มีผู้อาศัยจำนวนน้อยแทน


ซึ่งฐานทัพที่นี้ปัจจุบันมีทหารสหรัฐปฏิบัติหน้าที่อยู่ทั้งหมดทั้งปวงสูงถึง 47,000 นายซึ่งคิดเป็นจำนวนถึงกว่าครึ่งเดียวของทหารสหรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ทั้งสิ้นในทั้งประเทศญี่ปุ่น และก็ดังนี้ทางการสหรัฐกลับมิได้มีท่วงท่าเลี่ยงซ้ำยังออกท่าออกทางครั้งที่เห็นด้วยเปรียบเสมือนอยากได้ไปตั้งฐานทัพที่ใหม่ยังเกาะอื่นๆอีกด้วย
แม้กระนั้นก็ปรากฏว่ามีผู้คนอีกที่ไม่ยอมรับ และไม่ต้องการที่จะให้สหรัฐย้ายฐานออกไป
รวมถึงผู้ว่าการจังหวัดโอกินาวาเองซึ่งปัจจุบันนี้ ก็กำลังเริ่มจะมีหน้าที่เป็นตัวตั้งตัวตีสำหรับเพื่อการช่วยเหลือแนวความคิดไม่อยากให้สหรัฐย้ายฐานทัพออกไปด้วย โดยสาเหตุมาจากที่ไม่อยากให้ย้าย การย้ายฐานทัพบางทีก็อาจจะยิ่งทำให้สหรัฐเพิ่มฐานเพิ่มขึ้นอีกหลายที่ในประเทศ


ซึ่งการไม่เห็นพ้องในคราวนี้ถึงขนาดมีการจัดลงมติมหาชนเพื่อสะสมคะแนนเสียงออกมาบีบคั้นต่อรัฐบาลประเทศญี่ปุ่นให้ยกเลิกการช่วยส่งเสริมแนวความคิดนี้ถึงแม้ผลมติมหาชนจะออกมายังไงก็ไม่เป็นผลทางกฏหมายก็ตาม แต่ว่ามองจากรูปการแล้วทางการประเทศญี่ปุ่นบางทีอาจไม่กล้ามีความขัดแย้งกับสหรัฐเองโดยตรงและไม่ว่าความอยากได้ปรับท่วงท่าในแนวทางใดก็ตามก็บางทีอาจอยากได้พึ่งการเปลี่ยนแปลงในภาคพลเมืองช่วยส่งเสริมอย่างมีความนัยยะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *